ข้อกำหนดทางเทคนิค UN R83 คือ การทดสอบมาตรฐานมลพิษของรถยนต์สำหรับรถยนต์นั่ง รถยนต์บรรทุก และรถยนต์นั่งที่ดัดแปลงมาจากรถยนต์บรรทุก ซึ่งทางสหประชาชาติ (UN) ได้มีการพัฒนาและปรับปรุงข้อกำหนดมาตรฐานมลพิษให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ล่าสุด เป็นระดับ Euro 6 (ดีที่สุด)) โดยในส่วนของประเทศไทยนั้น สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมได้กำหนดให้รถยนต์ทุกคันจะต้องผ่านการทดสอบมาตรฐานมลพิษตาม มอก. (มาตรฐานบังคับ) ซึ่งเทียบได้กับมาตรฐาน Euro 4 ของสหประชาชาติ (UN)

การทดสอบมาตรฐานมลพิษของรถยนต์เครื่องยนต์เบนซิน (แก๊สโซลีน) และรถยนต์เครื่องยนต์เบนซิน ตาม UN R83 จะมีความแตกต่างกัน โดยในส่วนของรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน (แก๊สโซลีน) นั้น จะประกอบด้วยการทดสอบ 7 ลักษณะ ดังนี้

    ลักษณะที่ 1 : ปริมาณสารมลพิษภายหลังการติดเครื่องขณะเย็น
    ลักษณะที่ 2 : ปริมาณคาร์บอนมอนอกไซด์ในขณะเครื่องยนต์เดินเบา
    ลักษณะที่ 3 : ปริมาณสารมลพิษจากห้องข้อเหวี่ยง
    ลักษณะที่ 4 : ปริมาณสารมลพิษไอระเหย มีค่ามาตรฐานของการทดสอบรับรองเฉพาะแบบการ
    ลักษณะที่ 5 : ความทนทานของอุปกรณ์ควบคุมสารมลพิษ
    ลักษณะที่ 6 : การทดสอบปริมาณสารมลพิษจากรถยนต์ที่อุณหภูมิต่ำ (-7 °C)
    ลักษณะที่ 7 : การทดสอบระบบวินิจฉัยอุปกรณ์ควบคุมสารมลพิษ

ข้อกำหนดทางเทคนิค UN R101 คือ การทดสอบหาอัตราใช้น้ำมันเชื้อเพลิง โดยใช้ Gas Analyzer ซึ่งเป็น Flow Meter ที่มีความเที่ยงตรงที่สุด โดยการทดสอบจะกระทำในห้องปฏิบัติการที่ได้ควบคุจะกระทำโดยการนำรถยนต์ทดสอบ มาวิ่งบนแชสซีส์ไดนาโมมิเตอร์ในห้องปฏิบัติการ ณ ระดับความเร็วต่างๆ ตามช่วงเวลาที่กำหนดในรูป

การทดสอบแบ่งออกเป็น 2 ช่วง โดยช่วงแรกจะเป็นการจำลองการขับรถยนต์ตามสภาวะในเมือง (Urban Condition) จำนวน 4 วัฎจักร รวมระยะเวลา 780 วินาที ส่วนช่วงที่สอง เป็นการจำลองการขับรถยนต์ตามสภาวะนอกเมือง (Extra-Urban Condition) จำนวน 1 วัฎจักร รวมระยะเวลา 400 วินาที รวมเวลาที่ใช้ทั้งสิ้นเป็น 1,180 วินาที โดยความเร็วจริงของการขับเคลื่อนสามารถจะคลาดเคลื่อนจากความเร็วที่กำหนดไม่เกิน ±2 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในระหว่างการขับเคลื่อนรถยนต์ทดสอบ จะมีการเก็บตัวอย่างการปล่อยไอเสียจากรถยนต์ทดสอบซึ่งประกอบด้วย ไฮโดรคาร์บอน (HC), ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เพื่อนำปริมาณการปล่อยไอเสียจากรถยนต์ และความหนาแน่นของเชื้อเพลิงทดสอบ (Reference Fuel) มาใช้ คำนวณหาอัตราการใช้เชื้อเพลิงในแต่ละสภาวะต่อไป

เมื่อคำนวณหาอัตราใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของสภาวะในเมืองและนอกเมืองได้แล้ว ก็จะนำ ค่าอัตราการใช้เชื้อเพลิงทั้งสองสภาวะ พร้อมกับระยะทางเทียบเท่าของแต่ละสภาวะ ไปคำนวณอัตราใช้น้ำมันเชื้อเพลิงหรือปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รวม (Combined Condition) ต่อไป อัตราการใช้น้ำมันอ้างอิงที่ได้จากการทดสอบตามมาตรฐาน UN R101 มีลักษณะสำคัญดังนี้

    o เป็นการทดสอบรถยนต์ภายในห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 17025
    o ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอ้างอิงในการทดสอบ (Reference Fuel)
    o มีวิศวกรของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และ/หรือ หน่วยงานความคุมทางเทคนิค (Technical Service) ที่ได้รับการรับรองจากประเทศสมาชิก UN WP29 กำกับดูแลตลอดการทดสอบ
    o ได้รับการตรวจรับรองผลการทดสอบจาก สมอ. และ/หรือ ประเทศสมาชิก UN และมี Emark รับรองผล

ข้อกำหนดทางเทคนิค UN R13H (The approval of passenger cars with regard to braking) ประกอบด้วยการทดสอบ 7 ลักษณะ ดังนี้

1) การทดสอบสมรรถนะห้ามล้อ ขณะระบบเบรกเย็น (Type O) เป็นการทดสอบสมรรถนะของระบบเบรกในขณะที่รถยนต์วิ่งด้วยความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จนกระทั่งหยุดนิ่ง เพื่อวัดค่าความหน่วงและระยะทางในการหยุดรถ ในแต่ละสภาวะ ดังนี้

    1.1 สภาวะปกติที่ระบบเบรกทำงานอย่างสมบูรณ์ ประกอบด้วย การทดสอบรถยนต์ที่ 2 ระดับความเร็ว ได้แก่ ระดับความเร็วปกติ คือ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และระดับความเร็วสูง (ร้อยละ 80 ของความเร็วสูงสุด แต่ไม่เกิน 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)
    1.2 สภาวะระบบเบรกวงจรซ้ายหรือขวา ไม่ทำงาน
    1.3 สภาวะหม้อลมช่วยเบรกไม่ทำงาน
    1.4 สภาวะระบบห้ามล้อแบบป้องกันการล็อก (ABS : Antilock Braking System) ไม่ทำงาน
    1.5 สภาวะระบบห้ามล้อแบบป้องกันการล็อก (ABS : Antilock Braking System)/ ระบบกระจายแรงเบรก (EBD : Electronic Brake Force Distribution) ไม่ทำงาน

ทั้งนี้ การทดสอบข้างต้น จะกระทำทั้งกรณีมวลบรรทุกสูงสุด (Laden) และมวลรถเปล่า (Unladen) รวมทั้ง การทดสอบในกรณีเครื่องยนต์ดับ

2) การทดสอบสมรรถนะห้ามล้อ ขณะระบบเบรกร้อน (Type I) เป็นการทดสอบสมรรถนะของระบบเบรกในสภาวะที่มีความร้อนสะสม ทั้งในกรณีความร้อนสะสมสูงและความร้อนสะสมไม่สูง โดยการจำลองสถานการณ์การเบรก จำนวนหลายครั้งอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำให้เบรกร้อนขึ้น หลังจากนั้น จึงทดสอบการทำงานของระบบเบรกในขณะที่รถยนต์วิ่งด้วยความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จนกระทั่งหยุดนิ่ง เพื่อวัดค่าความหน่วงแล้วนำไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน

3) การทดสอบเบรกมือ เป็นการทดสอบความสามารถในการจอดรถบนพื้นเอียง ที่มีระดับความชันร้อยละ 20 (กรณีมวลบรรทุกสูงสุด) และระดับความชันร้อยละ 12 (กรณีมวลบรรทุกสูงสุด+Trailer) เพื่อวัดค่าแรงที่ใช้ในการเบรกจากมือและเท้า รวมทั้งความสามารถในการหยุดรถ ที่ระดับความเร็ว 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยใช้เบรกมือ

4) การทดสอบระบบช่วยเหลือการเบรก (BAS : Brake Assist System) เป็นการทดสอบสมรรถนะของระบบช่วยเหลือการเบรก (ระบบควบคุมแรงเบรก)

5) การทดสอบระบบห้ามล้อแบบป้องกันการล็อก (ABS : Antilock Braking System-ABS) เป็นการทดสอบสมรรถนะของระบบ ABS ซึ่งโดยหลักการแล้ว ประสิทธิภาพในการเบรกเมื่อ ระบบ ABS ทำงาน (ด้วยการจับ-ปล่อยเบรกเป็นบางช่วง) จะต้องไม่ส่งผลให้ความสามารถในการเบรกลดต่ำกว่าค่าที่กำหนด (ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 75 ของแรงเบรกสูงสุด) ทั้งนี้ จะมีการทดสอบสมรรถนะของ ABS ในการหยุดรถบนพื้นผิวที่แตกต่างกัน 5 ลักษณะ ดังนี้

    5.1 การหยุดรถบนพื้นผิวที่มีแรงเสียดทานสูง (Hi-µ)
    5.2 การหยุดรถบนพื้นผิวที่มีแรงเสียดทานต่ำ (Low-µ)
    5.3 การหยุดรถจากพื้นผิวที่มีแรงเสียดทานสูงไปยังพื้นผิวที่มีแรงเสียดทานต่ำ
    5.4 การหยุดรถจากพื้นผิวที่มีแรงเสียดทานต่ำไปยังพื้นผิวที่มีแรงเสียดทานสูง
    5.5 การหยุดรถในกรณี ล้อของรถด้านหนึ่งอยู่บนพื้นผิวที่มีแรงเสียดทานสูง และล้อของรถอีกด้านหนึ่งอยู่บนพื้นผิวที่มีแรงเสียดทานต่ำ

นอกจากนี้แล้ว ยังมีการทดสอบการทำงานของระบบไฟเตือน และสภาพการวิ่งของรถยนต์ในขณะเบรกในกรณีที่ระบบ ABS ไม่ทำงาน รวมทั้ง การทดสอบการทำงานของระบบ ABS ภายใต้การรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Compatibility) อีกด้วย

6) การทดสอบสัญญาณไฟฉุกเฉิน (Emergency Stop Signal) เป็นการทดสอบการให้สัญญาณไฟฉุกเฉินซึ่งจะต้องทำงาน หากมีการเบรกอย่างแรง (กรณีฉุกเฉิน)

7) การทดสอบระบบควบคุมเสถียรภาพแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Stability Control System-ESC System) เป็นการทดสอบสมรรถนะของระบบ ESC โดยการสร้างสถานการณ์การหลบหลีกกะทันหันในขณะที่รถยนต์วิ่งด้วยความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ด้วยการใช้ระบบอัตโนมัติควบคุมการหักเลี้ยวรถยนต์ไปกลับอย่างกะทันหัน (องศาการเลี้ยวสูงสุดที่ 270 องศา) ทั้งนี้ รถยนต์ที่ผ่านมาตรฐานจะต้องไม่เสียหลักและยังคงรักษาทิศทางการเคลื่อนที่ได้อย่างสมบูรณ์ หรือ มีการเบี่ยงเบนได้ไม่เกินค่าที่กำหนด

ข้อกำหนดทางเทคนิค UN R94

ข้อกำหนดทางเทคนิค UN R94 (Protection of the occupants in the event of a frontal collision) คือ การทดสอบเพื่อพิสูจน์ความปลอดภัยของยานยนต์ในเรื่องการปกป้องผู้ขับขี่ และผู้โดยสารจากการชนด้านหน้า

ข้อกำหนดทางเทคนิค UN R94 จะเป็นการทดสอบโดยรถยนต์ทดสอบ ซึ่งมีหุ่นจำลอง (Dummy)ของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร เคลื่อนที่โดยใช้เครื่องมือฉุดลาก ด้วยความเร็วระหว่าง 56–57 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พุ่งเข้าชนแบบจำลองหัวรถยนต์ที่สามารถยุบตัวได้แบบเยื้องศูนย์ด้านหน้า 40% ของรถยนต์ (พื้นที่ปะทะด้านคนขับคิดเป็นร้อยละ 40 ของความกว้างรถยนต์)


ภายหลังการชน จะมีการตรวจสอบ

• สภาพของหุ่นจำลอง (ผู้ขับขี่ และผู้โดยสาร) ได้แก่ การบาดเจ็บที่หัว ,การบาดเจ็บที่คอ, โมเมนต์ดัดที่คอ, การรับแรงที่หน้าอก, Viscous Criterion, แรงกดที่หน้าแข้ง, การเคลื่อนตัวของข้อต่อหัวเข่า และการรับแรงที่ขา ดังนี้

• การรั่วของน้ำมันเชื้อเพลิง (Fuel Leakage) และระบบป้อนน้ำมันเชื้อเพลิงสามารถเกิดขึ้นได้ แต่ต้องไม่เกินกว่า 30 กรัมต่อนาที
• การเคลื่อนที่ของพวงมาลัย (Steering Movement) ต้องไม่สูงเกินกว่า 80 มิลลิเมตรในแนวดิ่ง และต้องไม่เคลื่อนตัวไปในข้างหลังในแนวระดับ 100 มิลลิเมตร)
• ต้องเปิดประตูได้อย่างน้อยหนึ่งประตูและสามารถนาหุ่นจำลองออกจากรถทดสอบได้
• ต้องปลดล๊อกระบบ Restraint โดยใช้แรงไม่เกิน 60 นิวตัน

ข้อกำหนดทางเทคนิค UN R95

ข้อกำหนดทางเทคนิค UN R95 (Protection of the Occupants in the event of a Lateral Collision) คือการทดสอบเพื่อพิสูจน์ความปลอดภัยของยานยนต์ในเรื่องการปกป้อง ผู้ขับขี่จากการชนด้านข้าง

ข้อกำหนดทางเทคนิค UN R95 จะเป็นการทดสอบโดยนาแบบจำลองหัวรถยนต์ที่สามารถยุบตัวได้ (Deformable Barrier) เคลื่อนที่พุ่งเข้าชนรถยนต์ทดสอบซึ่งจอดอยู่นิ่ง ในแนวตั้งฉากด้านข้าง (ด้านผู้ขับขี่) ด้วยความเร็ว 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ภายหลังการชน จะมีการตรวจสอบดังนี้
• สภาพของหุ่นจำลอง (ผู้ขับขี่) ได้แก่ การบาดเจ็บที่หัว ,การบาดเจ็บที่หน้าอก, Soft Tissue Criterion, แรงกดหน้าท้อง และแรงกดที่หัวหน่าว ดังนี้

• การรั่วของน้ำมันเชื้อเพลิง (Fuel Leakage) และระบบป้อนน้ำมันเชื้อเพลิงสามารถเกิดขึ้นได้ แต่ต้องไม่เกินกว่า 30 กรัมต่อนาที
• ต้องสามารถนาหุ่นจำลองออกจากรถทดสอบได้
• ต้องสามารถปลดล็อคระบบป้องกัน (Protective System) ได้
• ไม่มีการเสียรูปของอุปกรณ์ภายในที่ทาให้แหลมคมและมีอัตราเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ